บทที่ 14 องค์กรมืด (03)
ก้อนเนื้อตรงอกซ้ายตีบลีบในทันใดเมื่อได้ฟังถ้อยคำ ความร้าวรานเริ่มถาโถม และจำเป็นต้องหลบตาต่ำลงเพื่อกะพริบตาให้น้ำตารินไหล หล่อนไม่ปฏิเสธว่าเคยบอกไว้ว่าถ้าแต่งงานแล้วอยากจะมีลูก แต่ทว่าคนซึ่งอยากแต่งด้วยไม่ใช่พยัคฆ์ หล่อนไม่เคยคิดที่จะมีลูกกับคนใจบาปหยาบช้า คนซึ่งหัวใจต้องการคือ อัศวิน ผู้ชายที่ไม่อาจจะเคียงคู่
ลอบกระตุกยิ้มที่มุมปากกับความฝันลมๆ แล้งๆ ของเพียงรัมภาพร้อมมองหญิงสาวด้วยหางตา ออกแรงบีบรัดมือนุ่มอีกหน มุมปากค่อยๆ กว้างขึ้นราวกับดีใจเป็นที่สุดที่เพียงรัมภามีความใฝ่ฝันที่ชาตินี้ก็ไม่มีวันเป็นจริง คนอย่างพยัคฆ์จะไม่ยอมให้เลือดเนื้อเชื้อไขต้องมาอาศัยท้องของเพียงรัมภาเกิดอย่างแน่นอน
“ค่ะคุณแม่ หนูอยากมีลูกคนแรกเป็นผู้หญิง” เมื่อเห็นว่า มารดามีสีหน้าสงสัยกับท่าทางกล้ำกลืนฝืนทนหญิงสาวจึงต้องยิ้มให้กว้างกว่าเดิมและพูดด้วยน้ำเสียงสดใสร่าเริง
“แสดงว่าหัวใจของเราตรงกันนะรัมภา เพราะผมก็อยากจะมีลูกผู้หญิงเหมือนกัน” ครั้งนี้เขาไม่ได้พูดปด เพราะชายหนุ่มอยากจะมีลูกสาวจริงๆ แต่แม่ของลูกต้องไม่ใช่เพียงรัมภา
“จ้ะ แต่ไม่ว่าหลานจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายแม่ก็รักทั้งนั้นล่ะจ้ะ”
“พ่อก็เหมือนกัน” น้ำเสียงที่กล่าวไม่ได้ยินดีหรือยินร้าย ใบหน้าก็ยังเรียบเฉย
จากนั้นทุกคนก็ต่างเลือกสั่งอาหารตามเมนูที่ตนเองชอบใจ พยัคฆ์แสดงความเอาอกเอาใจภรรยาให้คุณหญิงชินารมย์และเมฆาได้เห็น แถมยังโชว์ความหวานด้วยการป้อนและคอยตักของโปรดให้กับหญิงสาว ก่อนที่จะต้องปั้นยิ้มเมื่อได้ฟังเรื่อราวของเพียงรัมภา
“ตอนเด็กๆ รัมภาเคยโดนหมาไล่กัดด้วยเหรอครับ” ใบหน้านั้นยิ้มเยาะนิดๆ และรู้สึกขำไม่น้อย
“ใช่จ้ะ แถมยังชอบซุ่มซ่ามทำโน่นพังนี่แตกบ่อยๆ ด้วย” ชินารมย์ยิ้มแย้มอย่างสุขใจและรู้สึกชอบลูกเขยเป็นอย่างมาก ซึ่งต่างจากลูกสาวที่กำลังนั่งหน้าเครียดอยู่ เมื่อโดนมารดากล่าวถึงเรื่องราวในสมัยเด็กที่แสนอับอาย จนใบหน้าแดงเห่อ ซึ่งแดงไปถึงใบหู
“คุณแม่คะพอเถอะค่ะรัมภาอาย”
“อายทำไมล่ะครับรัมภาเรื่องของคุณสนุกดีออก” ความเข้มข้นของน้ำเสียงเป็นการปรามว่า ห้ามเพียงรัมภาขัดหรือร้องห้าม
“โอ๋ๆ แม่ไม่พูดก็ได้จ้ะรัมภา” อดที่จะฉีกยิ้มจนตาหยีไม่ได้ “แล้วนี่พ่อพยัคฆ์ชอบทานอะไรล่ะลูก” นางหันมาสนใจกับลูกเขย
“เอ่อ…คือผม” ยิ้มไม่ออก เมื่อไม่เคยมีใครสนใจกับความต้องการของเขามานานแล้วและถึงกับพูดไม่ออก แต่เสียงโทรศัพท์ซึ่งแผดเสียงดังขึ้นก็ช่วยให้ชายหนุ่มไม่ต้องตอบคำถาม เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนเองชอบทานอะไร หรือสนใจอะไรบ้างเป็นพิเศษ “ผมต้องขอตัวสักแป๊บนะครับ” จากนั้นก็รีบสาวเท้าออกไป
ใบหน้าคมต้องขมวดคิ้วเครียด ขบฟันแน่นเมื่อรับรู้อะไรบางอย่างจากปลายสายผู้ลึกลับแต่แสนจะสนิทชิดเชื้อกับตนเอง เลือดร้อนๆ ในกายก็พลุ่งพล่านวิ่งวน แววตาก็ดุกร้าวจัดซึ่งทำให้สาวๆ ที่พยายามส่งยิ้มเชื้อเชิญพากันขยาดกับความน่ากลัวและความดุ
แต่ทว่าไม่นานใบหน้าคมต้องคลี่ยิ้มและปรับเปลี่ยนให้หล่อราวเทพบุตรพลันส่งสายตาเสน่หาไปให้ใครคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินเข้ามาหาตนเอง
“สวัสดีค่ะคุณพยัคฆ์” สาวสวยซึ่งดูท่าทางโฉบเฉี่ยวเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงดีใจ
“สวัสดีครับคุณริสา” น้ำเสียงของพยัคฆ์กรุ้มกริ่มไม่เบา ส่งสายตาฉายแววเจ้าชู้ประตูดินไม่น้อย
“อุ๊ยตายแล้ว จำริสาได้ด้วยหรือคะ” ร่างเพรียวในชุดสายเดี่ยวแนบเนื้อ กระโปรงสั้นเท่าคืบปั้นยิ้มอย่างดีอกดีใจเมื่อคนหล่อเหลาจำชื่อของตนเองได้ ก่อนที่จะเลื่อนฝ่ามือนุ่มไปสัมผัสกับอกของอีกฝ่ายและลูบต่ำลงที่กระเป๋าเสื้อสูท แล้วก็จัดการยัดกระดาษสีขาวซึ่งมีเลขจำนวนสิบหลักลงไป โดยเจ้าหล่อนหยิบปากกาขึ้นบรรจงเขียนตัวเลขลงไปทันทีที่เห็นชายหนุ่ม
“จำได้สิครับ ผู้หญิงสวยๆ อย่างคุณริสาทำไมผมจะจำไม่ได้” รีบล้วงกระดาษใบน้อยขึ้นมาดู ก่อนที่สายตาจะแวววาว “ให้แค่เบอร์โทรศัพท์หรือครับ แล้วเบอร์ห้องล่ะครับ” กระตุกยิ้มบนใบหน้า แต่หัวใจกำลังหัวเราะเพราะเรื่องตรงหน้าแสนจะขบขัน
“แหม เบอร์ห้องเอาไว้หลังเบอร์โทรศัพท์สิคะ” โน้มใบหน้าลงกระซิบที่ข้างหูและคลอเคลียอยู่สักพักจึงผละออกห่าง “แล้วริสาจะรอนะคะ” จากนั้นสาวสวยก็รีบเดินไปนั่งยังอีกมุมหนึ่งของร้านซึ่งโต๊ะที่นั่งลงนั้นก็มีแต่สาวสวยบาดใจนั่งปั้นยิ้ม
หลังจากนั้นพยัคฆ์ก็พาตนเองกลับเข้าไปในห้องอาหารอีกหน เขาต้องแกล้งหัวเราะขบขันกับเรื่องราวในอดีตของเพียงรัมภาที่คุณหญิงชินารมย์เล่าให้ฟัง มือทั้งสองก็กุมกำมือเล็กเอาไว้ตลอดและบีบรัดจนเป็นรอยแดง ซึ่งไม่ว่าหญิงสาวจะพยายามชักมือกลับเท่าใดก็ไม่สามารถทำได้
จวบจนพยัคฆ์และเพียงรัมภาขอตัวกลับ เพราะชายหนุ่มอ้างว่ามีธุระต้องไปทำ โดยเมื่อพ้นสายตาของผู้ใหญ่ทั้งสอง มือหนาก็กระชากร่างเล็กจนหัวแทบคะมำ ใบหน้าดุกร้าวเมื่อเห็นว่าภรรยานอกหัวใจส่งค้อนตาคว่ำมายังตนเอง ก่อนที่จะยัดร่างเล็กเข้ารถเพื่อที่จะพุ่งทะยานสู่บ้าน
